บทความ

เรื่อง : หลักคิดหลักบริหารความเสี่ยง

หลักคิดหลักบริหารความเสี่ยง
หลักคิดหลักบริหารความเสี่ยง

3 หลักคิด "บริหารความเสี่ยง" ที่ทุกคนต้องรู้

"บริหารความเสี่ยง" คำที่ดูเหมือนวิชาการ แต่ที่จริงแล้วใกล้ตัวทุกคน โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีเงินเก็บ มีสินทรัพย์ ต้องรู้จักไว้

ก่อนที่เราจะลงทุนหรือเก็งกำไรหรือทำอะไรก็ตาม ลองนั่งไล่เรียงถึงความเสี่ยงต่างๆเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในแง่ร้าย และแง่ร้ายสุดๆ ฯลฯ จากนั้นก็มาเข้า 3 กระบวนการ ดังนี้

ปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factor)

หลักคิดแรกเมื่อเราจะแบ่งความเสี่ยง ก็คือการดูไปที่ปัจจัยต้นเหตุ แล้วแบ่งเป็นภายใน/ภายนอก

  • ปัจจัยภายในคือสิ่งที่เราพอจะจัดการได้ เช่นการใช้จ่าย การลงทุนส่วนตัว ฯลฯ
  • ปัจจัยภายนอกก็คือเรื่องไกลตัวพ้นมือเราไป ควบคุมไม่ได้ เช่นสภาพเศรษฐกิจของประเทศ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ภาวะตลาดหุ้น ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ประเมินความเสี่ยง (Risk Assesment)

จากนั้นก็มาไล่เรียงความเสี่ยงทั้งหลายนั้น ทีละข้อไป โดยแต่ละข้อจะวิเคราะห์ 3 จุด (โอกาส/ผล/ระดับ) ดังนี้ ...

  • โอกาสที่จะเกิด (Likelihood) หมายถึง โอกาสหรือความถี่ที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เช่นมีโอกาสเกิด 30%, หรือมีโอกาสเกิดปีละครั้ง หรือเดือนละครั้ง เป็นต้น
  • ผลกระทบ (Impact) ดูว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว จะส่งผลกระทบไปถึงอะไรบ้าง อย่างไร และถ้าตีเป็นมูลค่าได้จะมากน้อยราวๆเท่าไร
  • ระดับของความเสี่ยง (Degree of Risk) กำหนดระดับให้แต่ละความเสี่ยง ว่ารุนแรงและยอมให้เกิดขึ้นได้แค่ไหน ตามหลักการแล้วมักแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ สูงมาก สูง ปานกลาง ต่ำ และต่ำมาก

ความเสี่ยงไหนได้ระดับ "สูงมาก" ก็จัดเป็นเรื่องที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด เป็นระดับที่ยอมรับไม่ได้ ส่วนความเสี่ยงข้อไหนได้ระดับ "ต่ำมาก" ก็เป็นเรื่องที่พอจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้ เพื่อที่จะนำทรัพยากรและเวลาไปมุ่งป้องกันความเสี่ยงระดับสูงมากแทน เป็นต้น

ตัวอย่างง่ายๆเช่น เรายอมจ่ายเบี้ยประกันรถชั้นหนึ่งปีละ 1 หมื่นบาท โดยระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็คือทั้งปีไม่มีเหตุซ่อมเลย ทำให้เราเสียเบี้ย 1 หมื่นนี้ไปเปล่าๆ ถือเป็นระดับ "ต่ำมาก" ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงระดับ(Degree of Risk) "สูง" เช่นรถชนหนักพังยับ ต้องซ่อม 2 แสนบาท (Impact) ซึ่งบางคนอาจจะมี Likelihood ของการชนหนักถึงปีละ 1 ครั้งก็ยิ่งต้องทำประกันชั้นหนึ่งไว้

อีกตัวอย่างคือเราซื้อฝากที่ดินจากผู้ขายฝาก เสมือนการให้กู้เงิน หากสุดท้ายไม่ได้รับเงินกู้คืนเลยทั้งก้อน (Impact) ซึ่งถ้าเป็นเงินออมก้อนใหญ่ก็ถือว่า “Degree of Risk” สูง ก็ยังได้ที่ดินนั้นๆมาครอบครองคุ้มกับที่ลงทุนไป ตัดความเสี่ยงที่จะถูก "เบี้ยวหนี้" ไปได้

หรืออีกตัวอย่างคือเราเลือกลงทุนกับการ "ซื้อฝาก" ที่ดิน เมื่อครบกำหนดก็ได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร ซึ่งอาจจะกำไรน้อยกว่าการลงทุนซื้อขาดที่ดินมาเพื่อครอบรอง แต่ก็ลดความเสี่ยงที่จะขายไม่ได้เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดี (ปัจจัยภายนอก)

บริหารความเสี่ยง (Risk Management)

แบ่งได้เป็น 4 ทางเลือก (ลด/กระจาย/หลีก/รับ) โดยเราอาจจะเลือกทางใดทางหนึ่ง หรือแบ่งความเสี่ยงก้อนนั้นออกไปหลายๆทางได้ดังนี้ ...

  • ลด/ควบคุม (Risk Reduction) เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ เพื่อลดโอกาสที่ความเสี่ยงนั้นๆจะเกิด หรือลดผลกระทบ(Impact) และลดระดับ(Degree)ความเสี่ยงลง
  • กระจาย หรือโอนออกไป (Risk Sharing) เช่นกระจายลงทุนหลายๆอย่าง เพื่อที่เหตุการณ์หนึ่งๆจะได้ไม่ก่อผลกระทบให้เรามากเกินไป เช่นถ้าลงทุนในที่ดินหลายทำเล หากทำเลหนึ่งน้ำท่วม ก็ไม่โดนผลกระทบเท่ากับลงไปที่เดียว หรือไม่ก็ถ่ายโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นแบ่งความรับผิดชอบไป
  • หลีกเลี่ยง (Risk Avoidance) ความเสี่ยงไหนที่อยู่ในระดับ(Degree)สูงมาก ไม่อาจยอมรับได้ ก็อาจต้องยกเลิกแผนนั้นหรือการลงทุนนั้นไปเลย
  • ยอมรับไว้เอง (Risk Acceptance) ยอมรับความเสี่ยงที่ระดับ(Degree)ต่ำ ผลกระทบ(Impact)ต่ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ระดับสูงหรือผลกระทบสูง หรือเพื่อประหยัดเวลาและพลังงาน เพราะไม่คุ้มที่จะต้องไปจัดการ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่การเกริ่นนำถึงหลักคิด 3 อย่าง คือ ปัจจัย>>ประเมิน>>บริหาร ใน “ศาสตร์บริหารความเสี่ยง” แบบเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีประเด็นแต่ละขั้นตอนอื่นๆต่ออีกมาก เช่นการติดตามตรวจสอบ (monitor) ทบทวน (review) และ ฯลฯ ...ใครที่สนใจเพิ่มเติมก็ติดตามเพจ Zazzet ไว้เพราะเราจะทยอยเลือกมานำเสนอต่อไป